Category Archives: สมุนไพรไล่แมลง

เชื้อราไตรโคเดอร์มา กำจัดโรคพืชอะไรได้บ้าง

เชื้อราไตรโคเดอร์มา  สามารถใช้ควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในพืชหลายชนิด ทั้งพืชไร่  ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ ดังนี้
1.  เชื้อราพิเทียม  (Pythium spp.) ทำให้เกิดโรคแคงเกอร์ที่ลำต้นโรคยอดเน่าของต้นกล้า โรครากเน่า  โคนเน่า ต้นเน่า โรคเน่าคอดิน
2.  เชื้อราฟิวซาเรียม  (Fusarium spp.) ทำให้พืชเกิดโรคกล้าไหม้  รากเน่า โคนลำต้น หรือกอเน่าแห้ง ผลเน่า  โรคเหี่ยว
3.  เชื้อราสเคลอโรเทียม  (Sclerotium rolfsii )  ทำให้เกิดโรคกล้าไหม้   โรคราเมล็ดผักกาด โรคโคนเน่า
4.  เชื้อราไรช็อกโทเนีย  (Rhizoctonia spp.) ทำให้เกิดอาการโรคเมล็ดเน่า เน่าระดับคอดิน กล้าไหม้  รากเน่า หัวเน่า แคงเกอร์บนลำต้น
5.  เชื้อราไฟท็อบธอร่า   (Phytopthora spp.)  ทำให้พืชเกิดอาการโรครากเน่า – โคนเน่า เน่าดำยอด และรากเน่า
6.  เชื้อราคอลเลคโตตริกรัม (Collectotrichum spp.) ทำให้เกิดโรคแอนแทรกโนสในพืชผักต่าง ๆ

ประโยชน์ของการใช้ไตรโคเดอร์มา
ควบคุม ทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น
1. ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ
2. ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง
ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ
3. ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหียวในพืชผักชนิดต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง
4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด
5. ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง
6. ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก
7. ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับ

ข้อแนะนำและข้อควรระวังในการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา
1. ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไตรโคเดอร์มา อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 คือเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงความเป็นกรดเป็นด่างที่พืชปลูกส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน
2. ควรรดน้ำให้สภาพดินมีความชุ่มชื้น(อย่าให้แฉะ) ในช่วง 7 วันหลังหว่านเชื้อราเพื่อให้เชื้อเจริญเติบโต
3. ควรใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ก่อนหรือหลังการหว่านปุ๋ยเคมี 3-5 วัน
4. เชื้อราไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราชั้นสูง สารเคมีที่ควบคุมได้เฉพาะราชั้นต่ำ เช่น เมตาแลกซิล, ฟอสอิธิล-อลูมิเนียม (อาลีเอท), กรอฟอสโฟลิค (โฟลีอาร์ฟอส) แมนโคเซบ ฯลฯ ไม่เป็นอันตรายต่อเชื้อไตรโคเดอร์มา แต่สารเคมีกลุ่ม เบนซิมิดาโซล (benzimidazole) ได้แก่ เบนโนมิล (benomyl) และคาร์เบนดาซิม (carbendazim) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีชนิดดูดซึมและใช้ในการป้องกันและกำจัดเชื้อราชั้นสูงจะมีผลต่อการเจริญของเชื้อไตรโคเดอร์มา แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มเบนซิมิดาโซลลงในดิน ควรจะทิ้งช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ จึงสามารถใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาได้

รู้จักเชื้อรากำจัดแมลง เชื้อราบิววาเรีย

เชื้อราบิวเวอเรีย
(Beauveria bassiana)
เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลงได้หลายชนิด โดยเฉพาะเพลี้ย
กระโดดสีน้ำตาลและหนอนศัตรูพืช โดยเชื้อจะสร้างเส้นใย และสปอร์สีขาว สามารถแพร่กระจาย
ได้ในธรรมชาติ

ลักษณะและการกำจัดแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย
สปอร์ของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อไปตกที่ผนังลำตัวแมลง โดยมีความชื้นเหมาะสม สปอร์ก็จะงอกก้านชู สปอร์(germ tube) แทงทะลุผ่านลำตัวแมลงเข้าไปในช่องว่างภายในลำตัวแมลง หลังจากนั้นเชื้อราจะเจริญเพิ่มปริมาณเป็นเส้นใยท่อนสั้น ๆ เซลล์เม็ดเลือดในตัวแมลงก็จะถูกทำลาย ทำให้เลือดที่อยู่ในตัวแมลงมีน้อยลง แต่ทางกลับกันเชื้อรา กลับมีการเพิ่มจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มช่องว่างของตัวแมลง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและก็ตายในที่สุด หลังจากแมลงตายเชื้อราจะแทงก้านชูสปอร์ทะลุผ่านผนังลำตัวออกมาภายนอก แล้วสร้าง สปอร์ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ เชื้อราบิวเวอเรียสามารถทำลายแมลงได้ทุกระยะ

วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย
1. นำไปฉีดพ่นในแปลงที่สำรวจพบเพลี้ยหรือหนอน โดยฉีดพ่นให้ถูกหรือสัมผัสตัวแมลงศัตรูเป้าหมายในช่วงที่มีความชื้นสูง เช่นเวลาตอนเช้าหรือตอนเย็น ที่มีแสงแดดอ่อนๆ
2. ควรปรับหัวฉีดให้พ่นฝอยละเอียดจะฉีดได้ผลดีและได้พื้นที่มากขึ้น
3. สามารถตรวจสอบผลการการควบคุมศัตรูพืชได้ หลังจากใช้เชื้อราบิวเวอเรียไปแล้ว 2-3 วัน

เชื้อราบิวเวอเรีย
เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก “เชื้อราทำลายแมลง” สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด เช่น แมลงหวี่ขาว (Whitefly) เพลี้ยไฟ (Thrips) ไรแดง (Red spider mite) เพลี้ยอ่อน (Aphids) เพลี้ยไก่แจ้ส้ม (Asiatic cirus psyllid) หนอนศัตรูพืช และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

คุณสมบัติของเชื้อราบิวเวอเรีย
เชื้อรามีคุณสมบัติเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ คือ สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด (Entomopathogenic fungi) ทำลายแมลงโดยผลิตเอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte)

ข้อแนะนำในการใช้
1.  ให้น้ำกับแปลงพืชที่จะควบคุมศัตรูพืชประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนทำการพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย
2. นำเชื้อราไปฉีดพ่นเพื่อควบคุมศัตรูพืชโดยต้อง
- พ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืช หรือบริเวณที่แมลงศัตรูพืชเกาะหรืออาศัยให้มากที่สุด
- ช่วงระยะเวลาพ่นควรเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชออกหากิน หรือเวลาเย็น โดยมีสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อการงอก และการเจริญเติบโตของเชื้อรา คือมีความชื้นสูงและแสงแดดอ่อนๆ
3. ให้น้ำกับแปลงพืชในวันรุ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความชื้น
4. สำรวจแปลงพืช ถ้ายังพบศัตรูพืชเป้าหมายให้พ่นเชื้อราบิวเวอเรียซ้ำ

ข้อจำกัดในการใช้ควบคุมศัตรูพืช
- ความร้อน ความชื้น มีผลกระทบต่อการงอก การอยู่รอด ความคงทนของเชื้อรา และประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืช

บิวเวอเรีย ปราบแมลง

บิวเวอเรีย ปราบแมลง

 

 

 

 

 

 

 
ข้อดีของการใช้เชื้อรากำจัดแมลง
1.   ความปลอดภัย ซึ่งการใช้เชื้อรานี้จะมีความปลอดภัยในการใช้สูง ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ฯลฯ
2.   ไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิตของเกษตรกร ทำให้ทั้งผู้ผลิต, ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย
3.   มีประสิทธิภาพในการป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ยาวนาน ซ้ำยังแพร่และขยายพันธุ์ได้ในธรรมชาติหากอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม
4.   ทำลายแมลงศัตรูพืชได้อย่างกว้างขวาง แต่ที่แน่ ๆ
5.   สามารถลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เพราะการฉีดพ่นเพียง 2 ครั้งก็ทำให้แมลงศัตรูพืชหยุดระบาดได้
6.   ไม่ทำให้แมลงศัตรูพืชต่าง ๆ ดื้อยา

ทางออกของเพลี้ย และ แมลงศัตรูพืชในนาข้าว โดย เชื้อรา บิววาเรีย

การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว ยังมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังสร้างความเสียหายให้เกษตรกรเป็นวงกว้างโดยเฉพาะนาในเขตชลประทาน ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมฉีดพ่นสารเคมีเพื่อกำจัด แต่ไม่สามารถควบคุมการระบาดได้  ปัจจุบันทั้งหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนหันมาส่งเสริมเกษตรกรนำ?เชื้อราบิวเวอร์เรียไปควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจทำให้ชาวนาหันมาใช้เชื้อราดังกล่าวอย่างแพร่หลายมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

การฉีดพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมการระบาดของเพลี้ยในนาข้าว นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นเหมือนเงาตามตัวด้วย เพราะยาเคมีราคาค่อนข้างแพงขวดละประมาณ 600 -1,000 บาท บวกกับฉีดพ่นโดยขาดความรู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ส่งผลทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติในแปลงนา อย่างมวนเขียวดูดไข่ แมลงปอ แมงมุม ฯลฯ หมดไป ทำให้เพลี้ยกระโดดเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วเกินที่จะควบคุม ถึงขั้นต้องนำเชื้อราบิวเวอร์เรียมาควบคุมการระบาด นอกจากจะช่วยลดปริมาณการใช้เคมีแล้ว นับได้ว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เกษตรกรจะลืมตาอ้าปาก ยืนบนลำแข้งตัวเองได้ซะที หลุดพ้นจากการเป็นทาสเคมีนิยม เพราะนับวันมีแต่จนกับจน ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ทั้งตนเองคนรอบข้าง

ประสิทธิภาพการก่อให้เกิดโรคในแมลงของเชื้อราบิวเวอร์เรียเพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นที่พอใจของเกษตรกร เนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเคมีกำจัดแมลง ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ สิ่งแวดล้อม อีกทั้งไม่ทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติในนาข้าวอีกด้วย ส่วนการนำไปใช้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตเชื้อเองต้องหัวเชื้อ 2 ถุง(1 กก.)ผสมน้ำ 20 ลิตร ขยำให้สปอร์เชื้อราหลุดจากเม็ดข้าวโพด กรองด้วยผ้าบางๆ คัดแยกข้าวโพดออก ผสมสารจับใบฉีดพ่นทั่วทั้งแปลงให้สัมผัสตัวเพลี้ย,หนอน,แมลง ฯลฯ ช่วงเย็นแสงแดดอ่อนๆ ส่วนเกษตรกรที่ไม่สะดวกผลิตหัวเชื้อใช้เอง หน่วยงานภาครัฐ-เอกชนก็มีผลิตภัณฑ์ผงสปอร์แห้งผสมน้ำให้บริการ ในขณะเดียวกันเกษตรกรมีความต้องการเพิ่มค่อนมาก เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำกว่าใช้สารเคมี ปัจจุบันภาครัฐ-เอกชนผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสารเคมีราคาแพงและไม่สามารถแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้จริง ดังนั้นเชื้อราบิวเวอร์เรียจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจหันมาทดลองใช้เพิ่มมากขึ้น

และถ้าใช้ในรูปแบบของสปอร์ผงบดละเอียด จะใช้ในอัตราส่วน 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบฉีดพ่นช่วงเย็น 3 วันครั้ง ติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ หลังจากนั่นก็ 5 วัน หรือ อาทิตย์ละครั้ง เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชในนาข้าวครับ

โรคที่สำคัญของข้าวโพด

c2

 

 

 

 

 

 

 

ราน้ำค้าง

c4 sanim

 

 

 

 

 

 

 

ราสนิม

ra

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ra2

เชื้อรากำจัดแมลง เชื้อราบิววาเรีย

เชื้อราบิวเวอเรีย คือ อะไร
            เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นจุลินทรีย์ที่จัดเป็นพวก “เชื้อราทำลายแมลง” สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิดทำลายแมลงโดยผลิต
  เอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte)
   การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย
 1. สปอร์เชื้อราตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก
      สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง
 2. เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง
 3. สปอร์จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะ
      ทำลายแมลงศัตรูต่อไป
ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกเชื้อราบิวเวอเรียเข้าทำลาย
 1. แมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว
 2. สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฎจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย
 3. พบเส้ยใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายbbb1ที่มา : ศูยน์บริหารศัตรูพืช จังหวัดเชียงใหม่

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อรากำจัดโรคพืช

 เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

ชื่อไทย : เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Trichoderma harzianum

วงศ์ : Moniliaceae

อันดับ : Hypocreales

ชื่อสามัญ : Trichoderma harzianum

N451205

ความสาคัญ

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จัดเป็นเชื้อราชั้นสูงที่เจริญได้ดีในดิน เศษซากพืช ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้ง จุลินทรีย์และ วัสดุอินทรีย์ตามธรรมชาติ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว เป็นเชื้อที่เป็นศัตรูต่อเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิด โดยมีกลไกการต่อสู้กับเชื้อราเหตุโรคพืช คือ

1.การแข่งขันกับเชื้อราโรคพืช

2.การเป็นปรสิตต่อเชื้อราโรคพืช

3.การสร้างสารยับยั้งหรือทาลายเชื้อราโรคพืช

4.การชักนาให้พืชมีความต้านทานโรคได้

เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสามารถใช้ควบคุมหรือทาลายเชื้อรา สาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด

เช่น

1.เชื้อราพิเที่ยม (Pythium spp.) สาเหตุของโรครากเน่า-โคนเน่า โรคต้นเน่า โรคยอดเน่า ของต้นกพืชไร่

2.เชื้อราไฟท๊อบเทอร่า (Phytophthora spp.) สาเหตุของโรครากเน่า-โคนเน่าไม้ผล

3.เชื้อราสเคลอโรเที่ยม(Sclerotium rolfsii) สาเหตุของโรคกล้าไหม้ โคนเน่า โรคราเมล็ดผักกาด โรคเหี่ยวผัก

4.เชื้อราฟิวซาเรี่ยม สาเหตุโรคเหี่ยวไม้ดอก

5.เชื้อราไรซ๊อคโทเนีย(Rhizoctonia solani) สาเหตุโรคเมล็ดเน่า เน่าคอดิน โรคกล้าไหม้ พืชไร่และพืชผัก

 

พืชที่สามารถนาเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าใช้ควบคุมโรคได้

ไม้ผล

ได้แก่ ทุเรียน ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะละกอ

พืชผัก

ได้แก่ มะเขือ พริก โหระพา กะเพรา หน่อไม้ฝรั่ง คื่นฉ่าย พืชตระกูลกะหล่า หอมใหญ่ ผักชี ฝรั่ง พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง กระชาย กระเจี๊ยบเขียว ขิง เผือก ฯลฯ

ไม้ดอกไม้ประดับ

ได้แก่ ดาวเรือง เยอบีร่า ชบา เบญจมาศ ตระกูลฟิโลเดนดรอน ตระกูลขิง ซ่อนกลิ่น

พืชไร่

ได้แก่ ข้าวบาร์เล่ย์ ทานตะวัน ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ฯลฯ

ข้าว

 

ประโยชน์ของการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา
ใช้ในการควบคุมป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตและการเข้าทาลายเชื้อรา สาเหตุของโรคพืชในผัก ผลไม้ ได้แก่
1.เชื้อราฟิวซาเรียม (Fusarium spp.) โรคก้นเน่าหอมแบ่ง - โรคเหี่ยวของพืช – ผัก ตระกูลแตง ไม้ดอก ไม้ประดับ - โรครากเน่า – โคนเน่า ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว โรคกล้าไหม้
2.เชื้อราสเคลอโรเทียม (Sclerotium rolfsii ) รครากเน่าของพืชผัก - โรคราเมล็ดผักกาด มะเขือเทศ
3.เชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) โรคเน่าคอดินของพืชผัก และต้นกล้า - โรคยอดเน่าของต้นกล้า - โรคฝักเน่าพืชตระกูลถั่ว และโรคผลเน่าพืชผักตระกูลแตง
4.เชื้อราไรซ็อกโทเนีย (Rhizoctonia solani ) โรคหัวเน่า ต้นเน่ามันฝรั่ง และพืชผัก เช่น พริก มะเขือ แตง - โรคเน่าคอดินพืชผัก ไม้ผล - โรครากเน่า - โรคแคงเกอร์บนลาต้น
5.เชื้อราไฟท็อปธอร่า (Phytopthora spp.) โรครากเน่า – โคนเน่าของส้ม ทุเรียน

 

โรคแคงเกอร์ ในมะนาวรักษาโดยไม่ต้องใช้สารเคมี โดยใช้จุลลินทรีย์

โรคแคงเกอร์ นับว่าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งแก่พืชตระกูลส้ม เพราะโรคนี้ค่อนข้างที่จะเข้าทำลายพืชตระกูลนี้ได้อย่างง่ายดาย ถ้าสภาพของต้นอ่อนแอ โรคนี้สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า  Xanthomonas campestris pv citri Hasse  ซึ่งจัดเป็นโรคที่มักจะคอยสร้างปัญหา ให้แก่เกษตรกรชาวสวนมะนาวและผู้ที่ปลูกพืชตระกูลส้มทั้งหลายกันเป็นจำนวนมาก เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้น กิ่ง ก้าน ใบ และผลอีกด้วย คือสรุปง่ายๆ  ว่าลองได้โรคนี้เข้ามาละก็ เตรียมตัวเจ๊งกันได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทั้งหลาย เพราะโรคนี้จะทำให้ผลผลิตตกต่ำ และอาจจะต้องเสียเงินเสียทองซื้อต้นพันธุ์ใหม่มาปลูกใหม่

วิธีการจัดการดูแลและรักษานั้นก็ใช่ว่าจะง่าย ยิ่งถ้าเป็นสารเคมีด้วยแล้วก็ค่อนข้างที่จะอันตรายและมักจะไม่ค่อยได้ผลในระยะยาว  ในกลุ่มผู้ที่นำสารเคมีเช่นคอปเปอร์เข้ามาใช้ก็อาจจะได้ผลในระยะแรกแต่ใช้ไปนานเข้า ๆ  ก็จะทำให้ต้นมีปัญหาได้และเชื้อโรคแคงเกอร์ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ใช่ว่าจะหมดไปโดยสิ้นเชิง และยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษตกค้างและสะสมในดินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  สารพิษที่ตกค้างเหล่านี้อาจจะยังไม่ออกฤทธิ์ออกเดชทันทีในช่วงที่ดินและสภาพภูมิอากาศมีความชื้นอยู่เพียงพอ เพราะความชื้นจากน้ำและสภาพภูมิอากาศจะเป็นตัวช่วยในการบรรเทาและเจือจางสารเคมีเหล่านั้นให้เป็นอันตรายน้อยลง แต่ถ้าเข้าสู่ฤดูแล้งต้นฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีน้อยทำให้น้ำในดินระเหยออกไปในปริมาณมาก ทำให้สารพิษเหล่านี้มีความเข้มข้นมากขึ้นจนเป็นพิษต่อมะนาว ทำให้ต้นมะนาวทั้งหลายอ่อนแอลง และเชื้อโรคฉวยโอกาสรวมทั้งโรคแคงเกอร์ก็เข้ามารบกวนและจู่โจมมะนาวของเราได้ในทันที โรคแคงเกอร์ สามารถที่จะเข้าทำลายมะนาวได้เกือบทุกส่วนของต้นไม่ว่าจะเป็น  กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น รวมทั้งผล  ถ้าเป็นที่ใบอ่อนจะสังเกตเห็นได้ว่าเป็นจุดกลม ๆ ฉ่ำน้ำ ออกสีเหลืองซีด ๆ หรือเขียวอ่อน เมื่อขนาดของวงขยายใหญ่ขึ้นจะมีลักษณะฟูคล้ายๆ ฟองน้ำ ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม แตกสะเก็ด ขรุขระเป็นปุ่มนูนและแข็ง แต่ตรงกลางจะเป็นรอยบุ๋มยุบลงไป และมีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล สามารถที่จะมองเห็นได้ทั้งสองด้านของใบ ถ้าปล่อยให้เป็นมากๆ ใบจะร่วงหล่น  โรคแคงเกอร์เข้าทำลาย กิ่ง และก้าน ในระยะเริ่มแรกจะเกิดจุดสีเหลืองนูน ฟูอยู่บนเปลือกของกิ่งและก้านมะนาว ต่อมาแผลนั้นจะค่อยๆ แตกและแห้งเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล แล้วลุกลามขยายออกไปตามความยาว หรือรอบกิ่งจนกลายเป็นปุ่มหรือ ปมขนาดใหญ่ รูปร่างไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผล ถ้าเป็นโรครุนแรงหรือลุกลามขยายออกไปมากเข้าก็จะทำให้ต้นแคระแกร็น กิ่งก้านแห้งตาย และทรุดโทรมอาจถึงตายได้ ต่อมาลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายที่ผล จะเกิดจุดแผลฝังลึกลงไปในผิวของผลอ่อน ลักษณะของแผลจะนูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองเข้ม ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกสะเก็ดมีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผลทำให้เกิดการปริแตกตามรอยแผลของโรคแคงเกอร์

ในปัจจุบัน เราสามารถที่จะทำการรักษาโรคแคงเกอร์นี้ได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายทั้งหลาย รวมทั้งสารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสารเขียวหรือสารประกอบทองแดงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะยิ่งใช้นานเข้าก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายให้แก่ต้นเพิ่มขึ้น เพราะต้นเขาจะยิ่งอ่อนแอหรือตาย แต่โรคนั้นก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน ควรเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ปราบโรค  แคงเกอร์ที่ชื่อว่า บีเอส พลายแก้ว ในปริมาณ 5 กรัม หมักกับน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล โดยทำการเฉาะผลมะพร้าวอ่อนทำเป็นฝาแง้มเปิดหยอดเชื้อลงไปแล้วหมักทิ้งไว้ให้ได้ 24 ชั่วโมงและไม่เกิน 48 ชั่วโมง แล้วนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในช่วงระยะเวลาแดดอ่อน  หรือจะใช้ นมยูเฮชที รสหวาน 1 กล่อง หรือ นมถั่วเหลือง (แลคตาซอย, ไวตามิ้ลท์)  1 กล่อง  นำมาเทใส่ถุงน้ำแข็งใส นำหนังยางมาผูกทำเป็นหูไว้ข้างหนึ่ง หยอดเชื้อลงไป 5 กรัม แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่มทิ้งไว้โดยใช้ระยะเวลาเท่ากันกับวิธีหมักกับวิธีที่ใช้ผลของมะพร้าวอ่อน หลังจากหมักได้ที่แล้วก็นำมาผสมกับ น้ำ  20 ลิตร ฉีดพ่นได้เหมือนกัน

untitled

ไตรโคเดอร์ม่า ปราบราในนาข้าว

ไตรโคเดอร์ม่า + บาซิลัสซับติลิส รักษาโรคจากเชื้อราในพืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิด

ที่มา : มนตรี   บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

กำจัดแมลงในแปลงดอกไม้ด้วย กาวเหนียว + บิววาเรีย + น้ำส้มควันไม้

กาว1กาว2

ขอขอบคุณ ที่มา http://www.baanlaesuan.com/plantlover/webboard/viewtopic.aspx?qId=5887

สนใจสินค้าติดต่อได้ที่ 086-6700482  คุณ ภาสกร

ประโยชน์น้ำส้มควันไม้

คุณประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้

การใช้ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้

1. ใช้ในครัวเรือน น้ำส้มควันไม้จัดได้ว่าเป็นน้ำส้มสารพัดประโยชน์ ที่เหมาะสมจะมีไว้ติดบ้าน เพราะสามารถทดแทนการใช้สารเคมีได้ ดังนี้

  • ความเข้มข้น 100 % ใช้รักษาแผลสด แผลถูกน้ำร้อนและไฟลวก รักษาโรคน้ำกัดเท้าและเชื้อราที่ผิวหนัง

  • ผสมน้ำ 20 เท่า ราดทำลายมดและปลวก

  • ผสมน้ำ 100 เท่า ราดโคนต้นไม้รักษาโรครา และโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงไม่ให้วางไข่ฉีดพ่นถังขยะ เพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวันใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ ครัวและบริเวณชื้นแฉะ ใช้ดับกลิ่นกรงสัตว์เลี้ยง ใช้หมักขยะและเศษอาหารเพื่อเป็นปุ๋ยสำหรับไม้ประดับรอบบ้านโดยต้องผสมน้ำอีก 5 เท่า หลังจากหมักแล้ว 1 เดือน

  • ผสมน้ำ 200 เท่า  ฉีดพ่นใบไม้  เพื่อขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา  รดโคนต้นเพื่อเร่งการเจริญเติบโต

2. ใช้ในการเกษตร น้ำส้มควันไม้ที่มีความเข้มข้นสูง มีฤทธิในการฆ่าเชื้อที่รุนแรง เนื่องจากมีความเป็นกรดสูงและมีสารประกอบ เช่น เมธานอล และฟีนอล ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อได้ดีเมื่อเจือจาง 200 เท่า จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหาร จากกรดน้ำส้ม น้ำส้มควันไม้จึงสามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ดี เช่น

  • ใช้ผสมน้ำ 20 เท่า พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน เช่น โรคเน่า และจากแบคทีเรีย โรคโคนเน่าจากเชื้อรา ไส้เดือนฝอย ฯลฯ ประสิทธิภาพของน้ำส้มควันไม้ ที่ความเข้มข้นจะเท่ากับการอบฆ่าเชื้อด้วยการรมควัน ควรทำก่อนการเพราะปลูก 10 วัน เพราะน้ำส้มควันไม้ที่รดลงดินจะไปทำปฏิกิริยากับสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เกิดคาร์บอนโมโนออกไซด์ ซึ่งเป็นพิษต่อพืช แต่เมื่อแก๊สคาร์บอนโมโนออกไซด์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เปลี่ยนเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แล้วจึงจะสามารถปลูกพืชได้ รวมทั้งพืชจะได้รับประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

  • ใช้ผสมน้ำ 50 เท่า พ่นลงดินเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ที่เข้าทำลายพืชที่ปลูกแล้ว หากใช้ความเข้มข้นมากกว่านี้ รากพืชอาจได้รับอันตรายได้

  • ใช้ผสมน้ำ 200 เท่า ความเข้มข้นระดับนี้ สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเช่น ใช้ฉีดพ่นที่ใบ รวมทั้งพื้นดินรอบต้นพืช ทุกๆ 7 – 15 วัน เพื่อขับไล่แมลง ป้องกันกำจัดเชื้อรา และกระตุ้นความต้านทาน และการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากความเข้มข้นระดับนี้สามารถทำลายไข่ แมลง และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษต่อพืช และเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เหล่านี้จะทำลายโดยการเป็นตัวเบียนของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช  แต่ในพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีอย่างหนักและยาวนาน อาจจะไม่เหลือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่เลยต้องใช้ปุ๋ยหมักเข้าช่วยด้วย ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างมากอีกด้วย ในขณะเดียวกันพืชและจุลินทรีย์ที่ได้รับสารอาหารจากกรดน้ำส้ม ก็จะเปลี่ยนเป็นสารประกอบต่างๆมากมาย กระตุ้นให้พืชเจริญอย่างเติบโต อย่างรวดเร็ว เมื่อใบพืชถูกกระตุ้นด้วยกรดอินทรีย์อ่อนๆ ชั่วคราว ก็จะกระตุ้นให้เกิดความต้านทานต่อโรค รวมทั้งทำให้ใบหนา แข็ง และเขียวเป็นมันเพิ่มปริมาณคลอโลฟิลด์ ทำให้ปรุงอาหารได้ดีขึ้น พืชจะแข็งแรงและเติบโตเร็วรวมทั้งแก้ปัญหาการสังเคราะห์แสงไม่ดีพอ เนื่องจากขาดแสงในบางฤดู แต่ห้ามใช้อัตราส่วนเข้มข้นกว่านี้ฉีดพ่นใบพืช จะทำให้ใบพืชไหม้ เนื่องจากความเป็นกรดสูงมากเกินไป

  • อัตราส่วน ผสมน้ำ 200 เท่านี้ จึงช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงกระตุ้นความต้านทานและกระตุ้นความเจริญเติบโตของพืชอีกด้วย อีกทั้งยังสามารถนำไปฉีดพ่นที่กองปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ช่วยย่อยให้เป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

  • ใช้ผสมน้ำ 500 เท่า ฉีดพ่นผลอ่อนของพืชเพื่อช่วยขยายให้ผลโตขึ้นหลังจากติดผลแล้ว 15 วัน และฉีดพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน เพื่อเพิ่มน้ำตาลในผลไม้อีกด้วย เนื่องจากน้ำส้มควันไม้ช่วยสังเคราะห์น้ำตาลและกรดอะมิโน ดังนั้นจึงเพิ่มทั้งผลผลิตและคุณภาพ

  • ใช้ผสมน้ำ 1000 เท่า เป็นสารจับใบจะช่วยลดการใช้สารเคมี

เนื่องจากสารเคมีสามารถออกฤทธิ์ได้ดีในสารละลายที่เป็นกรดอ่อนๆ และสามารถลดการใช้สารเคมีมากกว่าครึ่งจากที่เคยใช้ ใช้ทำปุ๋ยคุณภาพสูง โดยใช้น้ำส้มควันไม้เข้มข้น 100 % หมักกับหอยเชอรี่บด เศษปลา เศษเนื้อ หรือกากถั่วเหลือง โดยใช้โปรตีนต่างๆ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร หมักนาน 1 เดือน แล้วกรองกากออก เวลาใช้ผสมน้ำ 200 เท่า ใช้หมักกับสมุนไพร เช่น ใบเสม็ดและใบสะเดา หางไหลแดง ข่าแก่ ตะไคร้หอม ฯลฯ  เพื่อเพิ่มของน้ำส้มควันไม้ในการไล่แมลง และป้องกันโรค และสามารถเก็บสารละลายนี้ได้นาน โดยไม่บูดเน่า

ด้านการเกษตร ควรใช้ติดต่อกันประมาณ 1 เดือน จึงจะเห็นผล น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่สารเคมี จึงไม่เป็นโทษภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ วิธีใช้ อัตราส่วน ตัวอย่างอัตราส่วน
1. ป้องกันโรครากเน่าและโคนเน่าจากเชื้อรา ผสมน้ำฉีดพ่นลงดินก่อนปลูกพืช 15 วัน 1:100 น้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 20 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
2. เพื่อเร่งการเจริญเติบโต กระตุ้นความต้านทานโรค ผสมน้ำราดรดโคนต้น ทุก 7-15 วัน 1:200 น้ำส้ม 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
3. ป้องกันศัตรูพืช ขับไล่แมลงทุกชนิดและเชื้อรา ผสมน้ำราดรดโคนต้น ทุก 7-15 วัน 1:200 น้ำส้ม 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 10 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
4. เพื่อช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืข (ช่วยให้พืชผักและผลไม้มีรสหวาน) ผสมน้ำฉีดพ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว 15 วันและพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน 1:500 น้ำส้ม 2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 4 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
5. ป้องกันมดและแมลง ผสมน้ำราดหรือพ่นบริเวณที่มี 1:20 หรือใช้เข้มข้น น้ำส้ม 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร
6. ป้องกันเชื้อราในยางพารา ทาหน้ายางพารา 1:20 น้ำส้ม 5 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร

ด้านปศุสัตว์ (หมายเหตุ : หากใช้ในอัตราส่วนที่เข้มข้นกว่า 1:20 ควรสวมถุงมือหรือระมัดระวังในการใช้)

ประโยชน์ วิธีใช้ อัตราส่วน ตัวอย่างอัตราส่วน
1. เมื่อต้องการขับไล่เห็บ หมัด รักษาโรคเรื้อนของสัตว์ ผสมน้ำฉีดพ่นที่ตัวสัตว์ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เข้มข้น น้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 20 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
2. กำจัดกลิ่นและขับไล่แมลงในคอกสัตว์ ผสมน้ำราดพื้นคอกสัตว์ ทุก 7 วัน 1:100 น้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 20 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป
3. กำจัดกลิ่นขยะและป้องกันไม่ให้แมลงวางไข่ ผสมน้ำราดหรือพ่นกองขยะ 1:100 น้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้ม 20 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊ป

จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วในการรักษาโรคแคงเกอร์ในมะนาว

untitled
มีผู้สนใจเกี่ยวกับการใช้ จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วในการรักษาโรคแคงเกอร์ในมะนาวเป็นจำนวนมากหลังจากที่ได้เผยแพร่ในหนังสือ“หลากวิธีการบังคับมะนาวนอกฤดูเงินล้าน” สำนักพิมพ์นาคา อินเตอร์มิเดีย ในเครือนิตยสาร “ไม่ลองไม่รู้”ซึ่งถือว่าเป็นโรคยอดฮิตติดอันดับในพืชตระกูลส้มมาเป็นระยะเวลายาวนาน และยังไม่ค่อยมีหน่วยงานใดที่จะบอกวิธีแก้ไขในแนวทางชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษมากนัก

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ที่สนใจในแนวทางรักษาโรคแคงเกอร์ปลอดสารพิษโดยไต่ถามมายังชมรมเกษตรปลอดสารพิษมากขึ้น ซึ่งในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่อาจจะยังขาดช่องทางในการติดต่อสื่อสารหาข้อมูลหรือปัจจัยวิธีการดูแลรักษา จึงทำให้มีทางเลือกเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนที่ส่วนใหญ่ใช้แต่สารเคมีหรือเรียกสั้นๆว่า“คอปเปอร์” ที่มีมาตั้งแต่อดีตยันปัจจุบันแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้โรคนี้หายไปจากชาวไร่ชาวสวนที่ปลูกมะนาวหรือพืชตระกูลส้มได้ มีแต่ต้องอพยพโยกย้ายหาสถานที่ปลูกใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่บางมด ไปชลบุรี ไปรังสิต ไปนครสวรรค์ ยังกำแพงเพชร เพื่อหาแหล่งปลอดโรค ซึ่งก็มีแต่เสื่อมโทรมซบเทราลงไปตามกาลเวลา เพราะยังไม่ทิ้งหลักการปลูกที่ใช้แต่สารเคมีที่เป็นพิษทำลายระบบนิเวศน์ต่างๆ ให้เสื่อมโทรมลงทั้งระบบ ทำให้ต้นมะนาวอ่อนแอพึ่งพิงแต่สิ่งเจือปนที่มนุษย์มอบให้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตพึ่งพิงอิงอาศัยธรรมชาติในการเจริญเติบโตได้โดย

โรคแคงเกอร์เมื่อเกิดกับต้นมะนาวแล้วจะทำให้ ใบ กิ่ง ลำต้นและผลมีแผลกลมขนาดหัวไม้ขีดไฟ เนื้อเยื่อแห้งตาย แข็งนูน และแตกออกคล้ายแผลหูดของแผล บนใบและผลจะมีสีเหลือง เมื่อปล่อยให้ระบาดรุกรามไปนานเข้าจะทำให้ใบและผลร่วง กิ่งและลำต้นแห้งผุตาย โรคนี้จะทำลายสวนที่กำหนดรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว เพราเมื่อเกิดแล้วทำให้ราคาของมะนาวตกต่ำ ลำต้นโทรม อ่อนแอ และตายได้ทั้งสวน ทำให้ต้องเสียเงินทุนในการซ่อมแซมหรือบางรายถึงกับต้องถอดใจล้มสวนทิ้งไปก็มากต่อมาก

การใช้จุลินทรียปราบโรคแคงเกอร์ “บีเอสพลายแก้ว” ซึ่งพัฒนาโดยท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ค้นพบโดยคุณพลายแก้ว เพชรบ่อแก นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (เห็ดไทย2551 ISSN ๐๑๒๕-๘๓๑๑ สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย) โดยใช้เพียง 5 กรัมหมักกับน้ำมะพร้าวอ่อน1 ผล หรือ นมยูเฮชที 1 กล่อง หรือจะเป็นสูตรไข่ไก่ที่ใช้น้ำ 20 ลิตร ไข่ไก่ 5 ฟอง น้ำมันพืช 5 ช้อนแกง, สเม็คไทต์, หรือ พูมิช 5 ช้อนแกง อัดอากาศแบบตู้ปลา 24 – 48 ชั่วโมง นำมาเติมในน้ำ 80 ลิตรฉีดพ่นได้ในราคาที่ตกปิ๊ปละไม่เกิน 5 บาท (สุภศิษฎ์ เปรมัษเฐียร รหัสนิสิต 42040444ภาควิชาจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) หรือในกรณีที่ปลูกมะนาวเพียงเล็กน้อย ไม่มีเวลาหมักขยายก็สามารถใช้บีเอสพลายแก้วในอัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นตกปิ๊ปละ60 บาท อาจจะดูว่าแพงแต่ก็ยังประหยัดกว่าของเมืองนอกที่ตกปิ๊ปละ 120 – 150 บาท ต้องการประหยัดก็หมักขยาย ไม่มีเวลาก็ใช้ผงสปอร์เพียวตามวิธีที่กำหนดไว้ พี่น้องเกษตรกรก็สามารถที่จะปกป้องดูแลมะนาวของเราให้ปลอดภัย ไร้โรคแคงเกอร์ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่สำคัญคือจะต้องกำหนดปัจจัยพื้นฐานให้ดีด้วยนะครับ

ที่มา : ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ